“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” GDP ปี 68 โต 1.4% เสี่ยงถดถอยทางเทคนิค
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาด GDP ปี 68 โต 1.4% เสี่ยงเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค จากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายด้านภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลกระทบต่อภาคการค้า การลงทุนและเศรษฐกิจทั่วโลก
โดยล่าสุด OECD ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2568 ลง 0.2 % มาอยู่ที่ 2.9% และปรับประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลง 0.6% เหลือ 1.6% เมื่อเทียบกับการคาดการณ์เมื่อเดือนมีนาคม 2568
ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะโตที่ 1.4% ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ
ตอนนี้สิ่งที่เรากังวลมากที่สุดคือไทยกำลังพยายามเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศอื่นมีความก้าวหน้ามากกว่าไทย หากวันที่ 9 กรกฎาคมมาถึง และไทยยังไม่ปิดดีลเจรจาการค้า ก็จะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสเป็นอย่างมาก และเสียเปรียบมากกว่าประเทศอื่นหากถูกเก็บภาษีที่ต่ำกว่า
ซึ่งตอนนี้สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าอยู่ที่ 10% หลังจากนี้ หากไทยถูกเก็บภาษีที่ 36% ก็จะถือเป็นความเสี่ยงต่อซัพพลายเชนของไทยส่งออกไปยังสหรัฐ จึงประเมินว่า GDP ไทยในปีนี้จะขยายตัวที่ 1.4% รวมถึงจะเห็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงไตรมาสที่ 3 และไตรมาสที่ 4
ส่วนปัจจัยภายในประเทศที่น่ากังวล มองว่า เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ สะท้อนจากสภาพเงินเฟ้อ ยอดการปล่อยสินเชื่อที่หดตัวลง กำลังซื้อในประเทศน้อยลง และจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงสินค้าเกษตรมีราคาตกต่ำ ดังนั้น อยากเสนอไปยังภาครัฐ ต้องการให้เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว และเพิ่มรายได้
สำหรับงบประมาณ 1.57 แสนล้าน ที่รัฐบาลจะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจนั้น เชื่อว่า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องไปแก้ปัญหาในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมองว่าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างน้อยอีก 1 ครั้ง เพราะ เศรษฐกิจอ่อนตัวลง และสินเชื่อหดตัว หากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง จะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ หลังการชะลอสิ้นสุดลงในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะถดถอยทางเทคนิค หากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ในหลายประเทศยังคงไว้ที่ระดับ 10% ตลอดทั้งปี จึงคาดว่าการส่งออกไทยจะขยายตัวได้ที่ 0.5%
อีกทั้ง ภาษีสหรัฐ ที่ไม่ชัดเจน จะทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องจากความเสี่ยงการส่งออกไปสหรัฐและจีน ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนรถยนต์ เครื่องจักรกล เหล็ก ผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ เป็นต้น รวมถึงการแข่งขันในประเทศกับสินค้านำเข้า โดยคาดว่าสัดส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าอุปโภคต่อยอดขายของธุรกิจค้าปลีกปี 2568 จะอยู่ที่กว่า 30% และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี
ขณะที่ ยอดขายรถยนต์ในประเทศ จะหดตัวลึกขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังที่ -1.7% YoY เทียบกับ -1.0% YoY ในช่วงครึ่งปีแรก จากภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอและการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด
ขณะเดียวกัน มุมมองด้านสภาวะการระดมทุนของภาคเอกชนยังอ่อนแอต่อเนื่อง จากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง การชำระคืนหนี้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสถาบันการเงินที่ยังคงกังวลเรื่องปัญหาหนี้เสีย ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปีนี้ลงมาที่ -0.6% จากเดิมที่ 0.6% ในขณะเดียวกัน มองว่า NPL ยังเป็นขาขึ้น แม้ว่าตัวเลขอาจไม่เกิน 3% ต่อสินเชื่อรวม โดยสถาบันการเงินจะยังคงพยายามเร่งจัดการหนี้เสีย และหนี้ที่เริ่มมีวันค้างชำระ ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และการขายหนี้เสียออกไป เป็นต้น
กิจกรรมด้าน ESG ของภาคเอกชนไทยก็ชะลอลง
ส่วนกิจกรรมด้าน ESG ของภาคเอกชนไทยก็ชะลอลงเช่นกัน ท่ามกลางหลายปัจจัยลบ การออกหุ้นกู้ Sustainable Finance ลดลง โดยส่วนหนึ่งเปลี่ยนมาเป็นการใช้บริการสินเชื่อสีเขียวจากธนาคารพาณิชย์ ที่ข้อมูลเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อสีเขียวในปีนี้ จะยังคงขยายตัวค่อนข้างสูง โดยกลุ่มที่ยังระดมทุนอยู่เน้นไปที่ธุรกิจรายใหญ่ผ่านโครงการ Project Finance ที่มีแผนการระดมทุนอยู่แล้ว ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีคงเลือกชะลอแผนไปก่อน หรือเน้นลงทุนในกิจกรรมที่เกี่ยวกับแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panel), การประหยัดพลังงาน หรือรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่เห็นความคุ้มค่าค่อนข้างชัดเจนในระยะสั้น
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังพูดถึงการรับมือกับทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยภาครัฐ ควรเน้นการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเน้นมาตรการระยะสั้นที่ยังมีความจำเป็น แต่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับมาตรการระยะยาว เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
ส่วนมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้า เพื่อลดแรงกระแทกให้กับผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบเรื่องภาษีสหรัฐฯ คงต้องมุ่งสนับสนุนสินค้าที่ใช้วัตถุดิบหรือผลิตในประเทศ (Local Content และ Made in Thailand) รวมทั้งเร่งพลิกฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว และกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวหลัก ขณะที่ คำแนะนำสำหรับธุรกิจ คือ การรักษากระแสเงินสด เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB